Bookmark and Share

บนสถานการณ์เชื่อมโยงฝั่งไทย-อเมริกายามนี้ / สายด่วนจากอเมริกา พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์25/1/2553 PDF พิมพ์ อีเมล
นานาทัศนะ - ทัศนะจากต่างแดน
เขียนโดย sptthai   

กลิ่นอาย สถานการณ์ทางการเมืองของบ้านเราที่ยังอึมครึม เหมือนฝนตั้งเค้า เมฆดำและดูหนาทะมึน อย่างไม่น่าไว้วางใจ แต่แล้วก็กลายเป็นเรื่องที่ต้องปล่อยวางว่า  อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด   แม้ผมเชื่อว่า พี่น้องคนไทยที่อาศัยอยู่ในอเมริกาจะเป็นห่วงบ้านเมืองเพียงใดก็ตาม

                    ความจริงก็คือ ในต่างประเทศ โดยผ่านระบบออนไลน์ต่างๆ เราสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้กว้างขวางกว่าพี่น้องคนไทยที่อยู่เมืองไทย

              ก็เนื่องด้วยการบล็อค บางเว็บไซท์ของทางการไทยนั่นเอง

                    ประเด็นนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลก กลิ่นอายความคิด และท่าทีเกี่ยวกับการเมืองไทยของคนไทยในต่างแดนมีมาหลายยุคหลายสมัย

                    ไม่นับรวมท่าที และการสุมหัวนั่งถกกันของสภากาแฟไทยในเขตแอล.เอ. รัฐแคลิฟอร์เนีย  ย่านหนาแน่นของคนไทย (หัวใจเต็มร้อย)

                    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเหตุการณ์ และยุคสมัย

                    ความจริงแล้วก็คือ ในเวลานี้ ถึงขนาดที่จะต้องจับตานาทีต่อนาทีด้วยซ้ำ

    ความเคลื่อนไหวทั้งในละนอกประเทศรุกเร้า ด้วยนักกิจกรรมการเมืองไทย ทั้งในและนอกกฎหมาย(ไทย)

                    ในช่วงของการสื่อสารวิวัฒน์ ผมเห็นเหตุการณ์การดำรงอยู่และความเปลี่ยนไปของชุมชนไทย ในอเมริกาอยู่ 3 เฉก

                    เฉกแรก คือ คนไทยในอเมริกา ผู้ทำมาหากินระดับปกติ และธรรมดา ไม่แคร์กับกระแส หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ใดๆโลก แม้กระทั่งเมืองไทย บ้านเกิด ทั้งจากเหตุผลแรงบีบรัดด้านการทำมาหากินประจำวัน และความหมดอาลัยตายอยาก ต่อสภาพความเป็นไปของการเมืองภายในประเทศ

                    เฉกที่สอง  คือ คนไทยในอเมริกา ผู้ที่ทำมาหากินระดับปกติและธรรมดา แต่สนใจและเกี่ยวข้องต่อความเป็นไปของการเมืองไทย รวมทั้งมีส่วนรวมในกิจกรรมทางการเมืองที่จัดขึ้น ทั้งในเมืองไทยและในอเมริกาเอง

              เฉกที่สาม  คือ กลุ่มคนไทยขาจร  จากเมืองไทย ที่เข้าไปกระตุ้น หรือรุกเร้า “ต่อมการเมืองและกิจกรรมเชิงมวลชน” ของคนไทยขาประจำให้หลั่งจนก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนด้านมวลชน ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของกลุ่มที่เข้าไปกระตุ้นนั้นเอง โดยในเฉกที่ 3 นี้ ยังรวมถึง(หน่วยงาน)ภาครัฐไทย ที่ดำเนินการเรื่องทำนองนี้กันมานาน เพียงแต่ เหตุแห่งความเป็นไปของการสื่อสารวิวัฒน์ ทำให้การทำกิจกรรมข้ามประเทศทั้งของกลุ่ม องค์กร และปัจเจก เป็นไปอย่างง่ายดายมากขึ้น

                    แต่ อย่างที่ผมได้เรียนให้ทราบเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า น่าเสียดายกับทบาทของบุคคล ที่เคยอาศัยและเคยปฏิสัมพันธ์กับอเมริกามาก่อน จึงขอย้ำประเด็นนี้อีกครั้งว่า

                    “น่า ผิดหวังที่นักการเมือง และข้าราชการไทยหลายคนที่เคยอาศัยอยู่ในอเมริกา ทำมาหากินหรือเพื่อศึกษาก็ตาม แต่กลับไม่เข้าใจโครงสร้างและความต้องการของชุมชนไทยเอาเลย ประสบการณ์ที่พวกเขาเหล่านี้มีก็นับว่า เปล่าประโยชน์”

                    ผมมองว่า เฉกที่3 นี้น่าสนใจ อย่างยิ่ง โดยสามารถสาวเนื่องมาจากการรณรงค์ให้มีการเลือกตั้งในต่างแดน เมื่อหลายปีมาแล้ว จนประสบผลสำเร็จ

                    รวมถึงในปัจจุบัน การนำเสนอกิจกรรมต่างๆใน “ภาคไทย” ผ่านสื่อต่างๆ แม้คนไทยที่รับสื่อ จะเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง เข้าใจแบบไม่สามารถแทงตลอด เนื่องจากภาระกิจการงาน หรือกระบวนทัศน์ของพวกเขาเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง

                    โดยยังสามารถเทียบเคียงความเป็นไปของชุมชนไทยในแอล.เอ.และชุมชนไทยบริเวณใกล้เคียง กับเมืองไทยได้เป็นอย่างดี

                    เมืองไทยมีเสื้อเหลือง เสื้อแดง คนไทยในอเมริกาก็มีเสื้อหลือง เสื้อแดงเช่นกัน

    มิหนำซ้ำ นัยของความมีเสรีเปิดกว้าง ทำให้การต่อสู้เป็นไปอย่างหนักหน่วง รุนแรงกว่า โดยเฉพาะผ่านสื่อออนไลน์

    นอกเหนือไปจาก “อเมริกายังเป็นแหล่งกำบังและกบดาน” ของบรรดานักเคลื่อนไหวไทยและต่างชาติ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ด้วยหตุของมาตรฐานความปลอดภัยที่อยู่ในระดับสูง

    เว้น แต่ตัวนักเคลื่อนไหวคนนั้น จะละเมิดกฎหมายอเมริกันเสียเอง หรือทางการอเมริกันเล็งเห็นว่า นักเคลื่อนไหวเหล่านั้น อยู่ในข่ายเป็นภัยอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศอเมริกาเอง หรือเป็นภัยต่อนานาประเทศ

    ไม่แปลกที่บรรดานักเคลื่อนไหวจากหลายชาติ แม้กระทั่งชนกลุ่มน้อยต่างๆ อาศัยอเมริกาเป็นเกราะกำบัง ทำกิจกรรมมวลชนข้ามชาติ

    ปูพื้นให้กับชีวิตและความคิด อันหมายถึง การศึกษา

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การระดมทุน หรือการหาทุน

    การ หาทุนที่ สามารถจำแนกออกเป็น การหาทุนที่ถูกและการหาทุนผิดกฎหมายอเมริกัน รวมทั้งการพยายามจะเลี่ยง กฎหมาย รอดพ้นไปเป็นครั้งเป็นคราว

                    ภาพการเมืองไทยขณะนี้ ในสายตาคนอเมริกัน ผมคิดว่า อาจไม่อยู่ในสายตาของพวกเขามากนัก จำเพาะที่แม้กระทั่ง ในส่วนของประเทศไทย  หาใช่ว่าอเมริกันจะรู้จักมากนัก พาลคิดไปว่า ไทยเป็นประเทศไต้หวัน

    ในประเด็นการเมือง พวกอเมริกันส่วนใหญ่มักมีคำถามเสมอว่า ไทยเป็นประเทศเผด็จการ หรือประชาธิปไตย

                    ยก เว้นแต่หน่วยงานของทางการ หรือหน่วยงานของเอกชนอเมริกัน ที่เกี่ยวข้องเป็นพิเศษกับเมืองไทย เท่านั้น หน่วยงานเหล่านี้จะมีข้อมูลของเมืองไทยที่ดีมาก

                    แม้ กระทั่งนักการเมืองอเมริกัน ทั่งทำงานอยู่ในกรรมาธิการชุดต่างๆ เฉพาะทีเกี่ยวข้องกับการต่างประเทศและความมั่นคงในภูมิภาค พวกเขามีทีมทำงาน ที่สามารถส่งออกไปทำการวิจัยเพื่อทำการสังเคราะห์ และวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ก่อนนำเสนอต่อสภาคองเกรส ในประเด็นกฎหมายและซักไซ้การทำงานของบุคคลในคณะรัฐบาล

                    เหมือนกับวิธีการทำงานของสื่ออเมริกัน ที่ถือเรื่องข้อมูลและการวิเคราะห์ เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งนัยนี้ นับว่าต่างจากของไทยอย่างยิ่ง ที่สื่อ กระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทีวี ในส่วนของการนำเสนอข่าว ตกอยู่ในวังวน “น้ำเสียที่ต้องได้รับการบำบัด”

                    ยิ่งในยามที่สถานการณ์การเมืองในประเทศคุกรุ่น สื่อทีวี ยิ่งพากันออกตัว

                    เว้นแต่สื่อออนไลน์ ที่พาดพันไปทั่วโลก แหล่งข้อมูล ข้อเท็จจริง  โดยเฉพาะการเมืองไทย คนไทยในอเมริกา กำลังโรมรันพันตู ในหลายๆเว็บไซท์

    รวมทั้งทีวีทางเลือก

                    เชื่อว่า คงไม่แตกต่างจากสถานการณ์การเมืองต้นกำเนิด ในเมืองไทยมากเท่าใดนัก

                    รอเพียงไม่นาน ก็คงรู้ว่า “ผลที่เกิดขึ้น”นั้นจะออกมาในรูปใด....