|
ทำไมต้อง...คนไทยและชุมชนไทย ? / สายด่วนจากอเมริกา พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์1/2/2553 |
|
|
|
|
นานาทัศนะ -
ทัศนะจากต่างแดน
|
|
เขียนโดย sptthai
|
|
คอลัมน์ “สายด่วนอเมริกา”ล่วงมานานนับได้ราวๆ 2 ปี นับว่าเร็วแบบแทบไม่รู้ตัว ผมเองได้นำเสนอประเด็นต่างๆ ทั้งในส่วนของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในอเมริกาและในส่วนความเห็นของผมเอง ในฐานะของผู้ดู ผู้อ่านและประสบพบเห็นเหตุการณ์ด้วยตัวเอง ในประเทศตะวันตก ที่ได้การยอมรับกันว่ามีอิทธิพลสูงในหลายๆด้านอยู่ในเวลานี้
หากท่านผู้อ่านติดตามคอลัมน์นี้อยู่บ้าง ก็จะเห็นว่า ประเด็นที่นำเสนอ มีอยู่ 3 ส่วน ซึ่งผมให้น้ำหนักมากน้อยหรือความสำคัญไว้แตกต่างกัน
ส่วนแรก ได้แก่ เรื่องราว เหตุการณ์หรือประเด็นในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนอเมริกัน วิถีอเมริกัน และเกิดภายในอเมริกาเอง รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับโลก ซึ่งหมายถึงบรรดาประเทศต่างๆ
ส่วนที่สอง ได้แก่ เรื่องราว เหตุการณ์ หรือประเด็นในด้านต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกับคนไทยและชุมชนไทยในอเมริกา ซึ่งมีพัฒนาการมานานในระดับหนึ่งจนกระทั่งตอนนี้ ได้กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่พอสมควร ซึ่งในส่วนที่สองนี้ ได้รวมเอาประเด็นที่เกี่ยวกับหน่วยงานราชการของไทยและหน่วยงานเอกชนของไทยใน อเมริกาไว้ด้วย
ส่วนที่สาม ได้แก่ เรื่องราว เหตุการณ์ หรือประเด็นในด้านต่างๆ เกี่ยวแก่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอเมริกา ที่หมายถึงความเชื่อมโยงระหว่างคนไทย ชุมชนไทย ระเบียบ กฎหมาย และวัฒนธรรม ของทั้ง 2 ฟากฝั่ง ทั้งการมองมุมตรง และมองมุมเปรียบเทียบ จุดอ่อน-แข็ง ให้เห็นเด่นชัดมากขึ้น
หมายถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้!
หาก มองย้อนไปลงถึงประเด็นหรือเรื่องที่เขียนในคอลัมน์นี้ ในช่วงที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ น้ำหนักจะอยู่ที่ส่วนที่สองและส่วนที่สามเสียเป็นส่วนใหญ่ โดย ความเห็นส่วนตัวของผม คือ ในส่วนแรกนั้น สื่อไทยและสื่อฝรั่งนำเสนอกันมากอยู่แล้ว สื่อและคนทำสื่อในเมืองไทยสามารถนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการแปลหรือ วิเคราะห์ วิจารณ์ ได้อยู่แล้ว โดยแสวงหาข้อมูล หรือข้อเท็จจริงผ่านสื่อสำนักต่างๆ ในอเมริกาเอง ที่มีอยู่มากมาย หลายแขนง จำเพาะตอนนี้เองที่สื่อออนไลน์ มีบทบาทสอดเข้าไปถึงครัวเรือนและบุคคล ก็นับว่า รับรู้เหตุการณ์ได้ไม่มากน้อยไปกว่ากันอยู่แล้ว
แต่เมื่อมองในส่วนที่สองและสาม ผมเห็นว่า สื่อ บุคคล และองค์กร ในเมืองไทยยังขาด “องค์ความรู้” เกี่ยวกับเรื่องราว ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชุมชนไทยในอเมริกา หรือแม้กระทั่งวัฒนธรรมอเมริกัน วิถีอเมริกัน ในด้านต่างๆ อย่างเช่นในด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ อยู่ไม่มากก็น้อย
เมื่อขาดองค์ความรู้ ก็นำไปสู่พฤติกรรมต่างๆที่อาจเรียกได้ว่า ไม่ตรงจุด หรือไม่ได้เนื้อหนัง (ได้แค่เพียงน้ำเท่านั้น)
ประเด็น ข่าวสาร แม้แต่การวิเคราะห์ วิจารณ์ เกี่ยวกับอเมริกา และอเมริกัน ในส่วนแรก เราได้เห็นกันอย่างแพร่หลาย ตามสื่อในเมืองไทยประเภทต่างๆ นี่นับเป็นเรื่องดี จากผลการไหลเนื่องของระบบข้อมูลข่าวสารในโลกปัจจุบัน ที่เป็นไปแบบต่อวินาที
แต่ในส่วนที่สองและที่สามนั้น จำเป็นต้องได้รับ หรืออาศัยประสบการณ์ด้วย ซึ่งส่วนนี้ นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหมายถึง “ความรู้สึกร้อนหนาวต่อปรากฎการณ์”ที่เกิดขึ้นจริง ที่ได้จากการสัมผัส หรือคลุกคลี จนสามารถจำแนกแจกแจงปัญหา หรือประเด็นต่างๆ ก่อนนำเสนอสู่การรับรู้ของสาธารณะ
รวม ทั้งความสามารถในการเรียงลำดับความสำคัญ ก่อนหลังของประเด็น(ปัญหา)ที่กำลังเกิด หรือสันนิษฐานไว้ล่วงหน้าว่า จะเกิด ตามด้วยแนวทาง การแก้ไข(ปัญหา) หากสามารถนำเสนอได้
หากไม่ว่าใคร หรือหน่วยใดก็ตามสามารถดำเนินการนำเสนอ “ข้อเท็จจริง” ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเสียงสะท้อนได้ ก็จะนับว่า สร้างคุณูปการให้กับคนไทยและชุมชนไทยในอเมริกาอย่างยิ่ง ผมเชื่อเช่นนี้
ทั้งความจริงแล้ว ควรรวมเรื่อง “ข้อเท็จจริงด้านวัฒธรรมของอเมริกัน”ไว้ด้วยก็จะดี
เหมือน หลายครั้งที่สำนักสื่อเมืองไทย มาทำข่าวหรือรายการกันแบบไม่คุ้มกับการลงทุน เพราะไม่สามารถลงไปหาแหล่งข่าว หรือแหล่งข้อมูลภายในของอเมริกาเองได้ ได้แต่ความฉาบฉวย เอาไว้อวดคนไทยที่อยู่เมืองไทยว่าไป รายงาน หรือทำงานข่าวกันถึงอเมริกา
ความ จริง อาจไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่างถึงอเมริกา เพราะแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนเอง หลายต่อหลายครั้งสื่อที่เดินทางไปทำข่าวอาศัยแหล่งข่าวที่เป็น คนเดินถนน และอาศัยความเห็นของสื่อในท้องถิ่นด้วยกันเอง ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดอยู่แล้ว ในเมื่อหันหน้าไปทางไหนก็ไม่เจอ “แหล่งข่าวตรงและแหล่งข่าวเชิงลึก”
หากเป็นสื่อของรัฐ หรือสื่อของประชาชน คงพอสามารถวิจารณ์ได้กระมังว่า สูญเสียเงินงบประมาณ อย่างไม่คุ้มค่า!
ขณะที่ ความจริงที่กำลังเป็นไปในส่วนของสื่อกระแสหลักที่เมืองไทยเวลานี้ โดยเฉพาะสื่อทีวี ล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของฟากรัฐบาล แม้เมื่อก่อนจะมีทีวีทางเลือกเกิดขึ้น แต่แล้วก็กลับสู่อีหรอบเดิม
โดย เหตุที่สื่อทีวี มีผู้บริโภค ในสัดส่วนที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ จึงเป็นสื่อที่มีบทบาทอย่างยิ่ง แต่กลับน่าเป็นห่วงมากที่สุด
ใน อเมริกาเองสื่อทีวี ก็ไม่ได้เปิดกว้างอย่างเต็มที่ เท่าที่ควรจะเป็นเช่นเดียวกัน มีประเด็นละเว้นในฐานแห่งจรรยาบรรณ และความเป็นอเมริกันอยู่ คือ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ซึ่งสื่ออเมริกันเชื่อว่า จะส่งกระทบกับ(ผลประโยชน์)พวกเขา(ที่เป็นอเมริกันด้วยกัน)ในที่สุด เรื่องนี้บรรดาสื่ออเมริกันให้ความสำคัญและระมัดระวังกันมาก
แต่ เรื่องที่ขาดเสียไม่ได้ และผมว่าเป็นส่วนสำคัญของสื่ออเมริกัน โดยเฉพาะสื่อทีวี ก็คือ การวิเคราะห์ วิจารณ์ ที่ถือเป็นมุมมองของบุคคลที่มีประสบการณ์ในด้านต่างๆ ทั้งจากภาคสื่อมวลชนโดยตรง และบุคคลจากข้างนอก โดยที่ไม่จำเป็นต้องเห็นสอดคล้องกับรัฐบาล
และ ที่สำคัญ คือ ทั้งหมดเป็นสื่ออเมริกันกระแสหลัก หรือฟรีทีวี ไม่ว่าจะเป็น เอบีซี เอ็นบีซี ซีบีเอส ฟอกซ์ หรือแม้กระทั่งพีบีเอส (ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์อเมริกันที่ไทยรับเอาชื่อและปรัญชาการทำงานได้แค่“บางส่วน”ไปใช้ แล้วบอกว่าเป็นทีวีสาธารณะ)
ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเมืองไทยมีปราชญ์ หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือทั่วไปที่สามารถสังเคราะห์และวิจารณ์ข้อมูลต่างๆได้เป็นอย่างดี หากสื่อจะมีมนสิการเปิดกว้าง โดยเฉพาะผู้กุมสื่ออยู่ในมือ คือ รัฐ จะเห็นและให้ความสำคัญ
อย่าว่าแต่อื่นไกลเลย ใน เชิงการเปรียบเทียบถึงความชัดเจน ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม การเพิ่มบทของภาคประชาชน ที่การดำเนินการมีความขัดแย้งอยู่ในท่วงทีของนโยบายของรัฐที่ออกมา
หาก มองจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่หมายถึงการเพิ่มขยายแขนขาของรัฐให้ใหญ่โต มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันกลับทำให้ภาคประชาชนตกต่ำ สร้างค่านิยมการพึ่งพารัฐบาลและองค์กรขนาดใหญ่ หาใช่การพึ่งพาตนเอง ในรูปแบบที่รัฐเองกำลังโหมประโคมโฆษณาอยู่ไม่
คำถามที่ตามมา ก็คือ ความสมดุล และแนวทางที่ชัดเจนของเรื่องนี้อยู่ตรงไหน?
ในอเมริกา ความขัดแย้งเชิงนโยบายระหว่าง 2 พรรค คือ รีพับลิกัน กับเดโมแครตนั้นชัดเจน รีพับลิกันนั้น ต้องการลดบทบาทการควบคุมและส่วนเกี่ยวเนื่องกับภาครัฐ ขณะที่เดโมแครต ยังคงต้องการให้รัฐเข้าไปมีส่วนแทรกแซงในการจัดระเบียบด้านต่างๆ อย่างเช่น ในด้านเศรษฐกิจ (ซึ่งกำลังโต้เถียงกันอยู่ในเวลานี้ ขณะที่พรรคเดโมแครตเริ่มสูญเสียเสียงไปในบางพื้นที่แล้ว แม้อาจพูดได้ไม่ชัดว่า เกิดจากความเสื่อมศรัธาในตัวของ บารัก โอบามา ก็ตาม)
พูดไปมากก็ยิ่งงง….
เพราะแบบและจารีตทางการเมืองของไทยนั้น ยังหานิยามไม่ได้จนกระทั่งถึงบัดนี้ แม้ล่วงเลยเวลาเริ่มต้นของการสถาปนาระบอบการปกครองมาถึง 78 ปีแล้วก็ตาม
|