|
พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหมด้านส่งกำลังบำรุง และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรียกร้องให้รัฐบาลเตรียมแผนการทั้งหลายให้พร้อมเพื่อจับกุม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในทันทีที่เข้ามาในราชอาณาจักรไทย หากไม่ทำก็ควรลาออกไป
พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่งเรียน กล่าวว่าตนเองไม่เห็นด้วยกับการแถลงข่าวของผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมว่าถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ติดตามนายฮุนเซนมาที่เขาพระวิหารแล้วก็ยากที่รัฐบาลไทยจะจัดการ และแทบไม่น่าเชื่อว่าผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมซึ่งต้องเป็นแบบอย่างในการ ปฏิบัติตามกฎหมายแถลงเช่นนี้ได้
พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่งเรียน กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลออกหมายจับหลายคดี รัฐบาลมีหน้าที่ต้องจับตัวมาจำคุกและดำเนินคดี ดังนั้นหากเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ไม่ว่าจะมากับใคร และไม่ว่าจะมีกองกำลังเขมรเข้ามาคุ้มกันหรือไม่ รัฐบาลไทยก็ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น มีหน้าที่ต้องจับกุมให้ได้อย่างเดียวเท่านั้น หากมีการขัดขวางก็จำเป็นต้องใช้กำลังของรัฐไม่ว่าตำรวจหรือแสนยานุภาพทาง ทหารเข้าทำการจับกุม ซึ่งเรื่องนี้คนที่รับผิดชอบคนที่ 1 คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คนที่ 2 คือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี คนที่ 3 คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คนที่ 4 คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คนที่ 5 คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คนที่ 6 คือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 7 คือผู้บัญชาการตำรวจภูธรในพื้นที่ที่มีการเข้ามา และคนที่ 8 คือแม่ทัพภาคที่ 2
พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่งเรียน กล่าวว่าถ้ารัฐบาลและผู้รับผิดชอบดังกล่าวไม่ทำหน้าที่ก็ไม่ควรอยู่ใน หน้าที่อีกต่อไป ควรจะลาออกไปเสีย เพราะถ้าไม่ทำหน้าที่นอกจากจะเป็นการผิดกฎหมายแล้ว ยังถือได้ว่าทรยศต่อหน้าที่ที่ต้องทำ และทรยศต่อเงินภาษีของประชาชน ตนจะจัดการกับคนพวกนี้จนถึงที่สุด
พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่งเรียน กล่าวว่าสถานะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตอนนี้นอกจากเป็นนักโทษหนีคุกหนีคดีแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับพวกกบฎที่จ้องล้มล้างการปกครองอีกหลายคน และหลายคดี และมีคนเคียดแค้นชิงชังจำนวนมาก เชื่อว่าหากเข้ามาในดินแดนไทยก็คงยากจะกลับไปได้อีก จึงอยากให้คนไทยสนใจติดตามดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันก็อยากเตือนรัฐบาลให้สนใจแผน 4 ประสานเพื่อล้มรัฐบาลที่ตนเองเคยนำมาเปิดเผยด้วย เพราะขณะนี้นอกจากมีการใช้แผน 4 ประสานดำเนินการแล้ว ยังเพิ่มกองกำลังที่ทำหน้าที่ลอบสังหารนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตลอดจนรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญของประเทศหลายคนด้วย สถานการณ์มาถึงขั้นเป็นสงครามกลางเมืองดังที่ตนเคยเตือนไว้แล้ว แต่รัฐบาลก็ไม่เคยสำนึกทำหน้าที่ป้องกัน เอาแต่ตามไล่แก้ไขปัญหาจึงทำให้บ้านเมืองย่อยยับและคราวนี้ก็จะซ้ำรอยความ พินาศของบ้านเมืองจากที่เคยเกิดขึ้นเมื่อพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลในปี พ.ศ. 2519 และพ.ศ. 2541 ในขณะที่ใหญ่โตและเสียหายมากกว่าหลายเท่า.
ที่มา : http://www.banawit.com
|