Bookmark and Share

"ไตรภาคคดียึดทรัพย์"ทักษิณ" ภาค 1 ปฐมบท (1) วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 07:17 PDF พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย sptthai   

กาญจนาภา หงส์เหิน กับรหัส "T. Shinnavat" กุญแจสู่คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน

กาญจนาภา หงส์เหิน ถึง วันนี้ ชื่อคงเป็นที่รู้จักกันทั่ว เพราะความสำคัญไม่เฉพาะแค่เลขานุการส่วนตัว คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร เท่านั้น...แต่เธอคือ "กุญแจ" สำคัญในปฐมบท คดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 76,261.6 ล้านบาท

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น เมื่อเธอ เป็นทั้ง "ผู้ปกป้องและพยานปากสำคัญ" เพราะต้องอย่าลืมว่า ในการพิจารณาคดีซุกหุ้นภาคแรก เมื่อปี 2544 นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ รอดมาอย่างฉิวเฉียด ส่วนหนึ่งเพราะ กาญจนาภา หงส์เหิน นี้แหละ !

ในฐานะผู้ทำหน้าที่รวบรวมทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมทั้งให้การแสดงความเสียใจที่ไม่รอบคอบในส่วนหุ้นที่อยู่กับคนใช้ ในการยื่นทรัพย์สินของครอบครัวอดีตนายกรัฐมนตรี ต่อ ป.ป.ช. นำมาซึ่งประโยคอมตะ "บกพร่องโดยสุจริต" รอดพ้น ยืนหยัดดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมายาวนาน 6 ปีก่อนที่จะมีการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549

ตรงกันข้าม คดีซุกหุ้น ภาคสอง 2 นางกาญจนาภา ถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เรียกสอบปากคำในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท อีกทั้งยังถูกกล่าวหาเป็นจำเลยร่วมกับนายใหญ่และนายหญิงในคดีอาญาเลี่ยงภาษีอีกด้วย

นี่คือปฐมบท ของคดีประวัติศาสตร์ ที่มี กาญจนาภา หงส์เหิน เป็นกุญแจสำคัญ !

คำตัดสินคดียึดทรัพย์ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วันที่ 26 ก.พ.นี้ ในคดีที่อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องให้ทรัพย์สินจำนวน 76,261.6 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ และได้ทรัพย์สินมาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวมขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คงเป็นบทพิสูจน์ความจริงหลายอย่างในช่วงที่ผ่านมา

หากมองย้อนกลับไปราวต้นปี 2549 พบว่าปฐมบทแห่งคดีมีจุดเริ่มต้นจากการที่คนในตระกูลชินวัตร ประกอบด้วย นายพานทองแท้ ชินวัตร นางสาวพินทองทา ชินวัตร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวมกัน 1,419,490,150 หุ้น หรือคิดเป็น 48% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมดให้กับกลุ่มเทมาเส็กของประเทศสิงคโปร์ ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท คิดเป็นเงินรวม 69,722.88 ล้านบาท เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2549

การซื้อขายหุ้นชินคอร์ปของในตระกูลชินวัตรครั้งนั้น เกิดคำถามตามมาอย่างมากมาย ทั้งกรณีการขายหุ้นโดยไม่ต้องเสียภาษี การประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 เพื่อขยายสัดส่วนการถือครองหุ้นในกิจการโทรคมนาคมของต่างประเทศจากเดิมไม่ เกิน 25% เป็นไม่เกิน 50% ก่อนการขายหุ้นคอร์ปไม่กี่วัน รวมไปถึงการซื้อขาย และโอนหุ้นชินคอร์ปของคนในตระกูลชินวัตรในราคาต่ำกว่าตลาด เป็นต้น

กระทั่งวันที่ 19 ก.ย.2549 ภายหลังการรัฐประหาร โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งนำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น พร้อมด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้ายึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการ คตส.ขึ้นมา ตรวจสอบปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ที่หน่วยงานต่างๆ ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ใน 5-6 ปี ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกฯ

ปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปของคนในตระกูลชินวัตร กับกลุ่มเทมาเส็ก เป็นหนึ่งในประเด็นที่ คตส.หยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ โดยพุ่งเป้าไปที่กรณีนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา บุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซื้อหุ้นชินคอร์ปจากบริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด คนละ 164.6 ล้านหุ้น รวม 329.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท ก่อนที่บุคคลทั้งสองจะนำขายหุ้นให้กลุ่มเทมาเส็กในราคา 49.25 บาทต่อหุ้น โดยที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ไม่มีการชำระภาษีจากกำไรที่ได้รับจากส่วนต่างการซื้อขายหุ้นกับบริษัทแอ มเพิลริชแต่อย่างใด

ช่วงแรกของการตรวจสอบปัญหาการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป คตส.จะมุ่งไปที่ปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษีเป็นหลัก มีนายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ อธิบดีกรมสรรพากร หนึ่งในกรรมการ คตส.รับหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบ โดยเชิญบุคคลต่างๆ ในตระกูลชินวัตรและคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาชี้แจงในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงภาษี

อย่างไรก็ตาม จุดพลิกผันของคดีก็เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พ.ค.2550 อนุกรรมการได้เชิญนางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการ ส่วนตัวคุณหญิงพจมาน มาให้ปากคำ เพื่อยืนยันในหลักหลักฐานเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับบริษัทแอมเพิลริช ที่นางกาญจนาภายื่นให้อนุกรรมการเมื่อวันที่ 6 ก.พ.2550

นางกาญจนาภา ยืนยันในบันทึกการให้ปากคำต่อ คตส.ว่า “พยานเอกสารที่ขอมาจากธนาคาร ยูบีเอส เอจี สิงคโปร์ ธนาคารที่รับดูแลหุ้นชินคอร์ปของแอมเพิลริช ทั้งหมดได้ส่งมอบให้กับ คตส. ทั้งหมดแล้วเมื่อวันที่ 6 ก.พ.2550 ดังนั้นผู้ที่มีอำนาจในบัญชีเลขที่ 119449 ตั้งแต่เริ่มเปิดบัญชี ถึงวันที่ 29 มิ.ย.2548 มีอยู่เพียงใบเดียว”

คำยืนยันของนางกาญจนาภา ในฐานะพยานเมื่อวันที่ 9 พ.ค.2550 กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ คตส.มาใช้ในการตรวจสอบและกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ในคดีร่ำรวยผิดปกติ จนนำไปสู่การอายัดเงินจากการขายหุ้นชินคอร์ปรวมทั้งเงินปันผลทั้งหมดกว่า 7.6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากก่อนหน้าที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี 2544 ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ได้ขายหุ้นชินคอร์ปที่แอมเพิลริชถืออยู่ให้แก่นายพานทองแท้ทั้งหมดแล้ว

ขณะที่หลักฐานชิ้นสำคัญที่นางกาญจนาภามอบให้ คตส. จนนำมาสู่การอายัดทรัพย์และดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติกับ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ หลักฐานของธนาคารยูบีเอส เมื่อปี 2542 ที่ระบุว่าผู้มีอำนาจลงนามแทนแอมเพิลริช ชื่อ “T. Shinnavat

หลักฐานชิ้นนี้ทำให้ คตส.เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงถือครองหุ้นชินคอร์ป ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2544 ถึงปี 2548 ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้อำนาจลงนามในบัญชีของแอมเพิลริช จาก “T. Shinnavat” เป็นชื่อของนายพานทองแท้ และการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อ้างว่าได้มีการขายหุ้นแอมเพิลริชให้กับนายพานทองแท้ไปแล้วตั้งปี 2543 คตส.เชื่อว่า "ไม่เป็นความจริง"

ขณะผลการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็ปรากฏข้อเท็จจริงแต่เพียงหนังสือของนายพานทองแท้ที่ยอมรับว่าได้รับซื้อ และเข้าถือหุ้นแอมเพิลริชแทน พ.ต.ท.ทักษิณตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2543 เท่านั้น ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่สนับสนุนว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้โอนหุ้นให้กับนายพานทองแท้

(ฉบับพรุ่งนี้ มาพบเส้นทางเชื่อมโยงสองบริษัทอันลือลั่น "แอมเพิลริชกับวินมาร์ค")

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com