Bookmark and Share

หมดกระแส “โอบามาฟีเวอร์” / สายด่วนจากอเมริกา พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ 8/2/2553 PDF พิมพ์ อีเมล
นานาทัศนะ - ทัศนะจากต่างแดน
เขียนโดย sptthai   

หนึ่งปี เต็มๆผ่านไปสำหรับรัฐบาลบารัก โอบามา มีหลายสิ่งหลายอย่าง หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้สามารถเชื่อได้ว่าประธานาธิบดีของอเมริกาคนปัจจุบัน จากพรรคเดโมแครต ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเมื่อปลายปี 2008  มีคะแนนตกลงจากเดิมแบบสุดลิ่ม!

    หมาย ถึงคะแนนนิยมของพรรคเดโมแครตเองก็ตกลงตามไปด้วย โดยมีสาเหตุจากประเด็นด้านนโยบายการเมือง และนโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่ถือกันว่าอเมริกายังอยู่ในขั้นป่วยไข้  แม้กระทั่งถึงปี 2010 แล้วก็ตาม

    สถานการณ์ ของธุรกิจ ภาคการค้า การลงทุน การบริการ ในเวลานี้ ยังไม่กระเตื้องมากนัก แม้จะมีตัวเลขจากภาครัฐออกมาว่า เศรษฐกิจของทั้งประเทศขยายตัวเกินกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงที่ผ่านมา

    หาก ในภาพของความเป็นจริงการทำธุรกิจในอเมริกาเวลานี้ยังหนืดอยู่มาก ด้วยแรงซื้อของคนอเมริกันผู้บริโภคที่ยังจัดว่าน้อย ทำให้การขับเคลื่อนของเศรษฐกิจในภาคต่างๆ เป็นไปอย่างเชื่องช้าและหงอยเหงา

    คะแนน(Rating)ของโอบามาเริ่มตก ก่อน 4 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้ว(2009) จากการสำรวจของสำนัก Gallup Poll คะแนนนิยมของเขาตกจาก 62 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 53 เปอร์เซ็นต์  ขณะที่เมื่อช่วงแรกหลังจากการเลือกตั้งได้ไม่นานคะแนนของโอบามาอยู่ที่ 78 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับว่าห่างความนิยมในวันแรกๆที่เขาเข้ารับตำแหน่งอยู่มาก

    เรตติ้งที่ลดลงดังกล่าว นับว่าทำลายสถิติ คะแนนนิยมที่ลดลงของประธานาธิบดีอเมริกันหลายคนในประวัติศาตร์รอบ 50 ปี ทั้งนี้ จากผลการสำรวจของโพลล์สำนักเดียวกัน

    ยิ่งไปกว่านั้น จากการสำรวจของ CBS news poll ในเดือนมกราคมที่ผ่านมาปรากฏว่า คะแนนนิยมของโอบามาต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เป็นครั้งแรก คือได้แค่ 46 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เทียบกับเดือนเมษายนปีที่แล้ว ที่อยู่ 68 เปอร์เซ็นต์ นับว่าห่างกันมาก 

    ใน รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรเดโมแครต คะแนนของโอบามา จนถึงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาตกลงเช่นเดียวกัน การสำรวจความคิดเห็นของสำนัก Field Poll ทำให้ทราบว่าคะแนนของประธานาธิบดีคนปัจจุบันลดลงเหลือ 56 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับช่วงเดือนมีนาคมปีที่แล้วที่อยู่ที่ 65 เปอร์เซ็นต์

    ในประเด็นการปฏิรูประบบประกันสุขภาพ(Health care reform) คะแนนนิยมของชาวแคลิฟอร์เนียต่อโอบามาติดลบ คือ ถึงตอนนี้ 53 เปอร์เซ็นต์ไม่เห็นด้วย ขณะที่มีผู้แสดงความเห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวแค่ 39 เปอร์เซ็นต์ ลดลง 15 จุด จากบรรดาผู้โหวตอายุ 18-29 ปี ที่เคยโหวตให้โอบามา เมื่อปลายปี 2008

    มี การตั้งข้อสงสัยกันว่า ทำไมคะแนนนิยมของโอบามาถึงลดลงแบบฮวบฮาบ จนกระทั่งเลยเถิด พรรคเดโมแครตต้องเสียที่นั่งในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นหลายแห่ง เช่น เมื่อเดือนที่แล้ว(ม.ค.) ที่นั่งสำคัญอย่างเก้าอี้วุฒิสมาชิกประจำรัฐแมสสาซูเชทส์ ซึ่งเลือกเข้าไปแทนสว.เท็ด หรือเอ็ดเวิร์ด เคนเนดี้ (ที่เสียชีวิตและครองก้าอี้นี้ยาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 1972)

    ปรากฎว่า เก้าสว.ตกเป็นของนายสก็อต บราวน์ จากพรรครีพับลิกัน ส่วนนางมาร์ธา โคคลีย์(Martha Coakley) จากพรรคโมแครต ที่เป็นคู่แข่งต้องประสบกับความปราชัยในสัดส่วน 52 ต่อ 47 เปอร์เซ็นต์

    นอกเหนือจากการเลือกตั้งท้องถิ่นอีกหลายแห่งในอเมริกาที่เดโมแครตต้องเสียเก้าอี้ให้กับรีพับลิกัน

    ขณะ นี้บรรดาที่ปรึกษา และนักวางกลยุทธ์ของพรรคเดโมแครตกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อประเมิน ผลกับสิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งกระทบต่อคะแนนนิยมของบารัก โอบามา เพื่อหาทางแก้ไข ก่อนที่คะแนนของฝ่ายรีพับลิกันจะดีวันดีคืน ตีกิน ต่อไปเรื่อยๆ

                และ ก่อนที่การเลือกตั้งใหญ่หลายตำแหน่ง ทั้งในส่วนของสภาคองเกรส (แคปปิตอล ฮิลล์) ผู้ว่าการรัฐและตำแหน่งการเมืองในท้องถิ่น จะมีขึ้นในวันที่ 2 พฤศจิกายนปีนี้

                เฉพาะในส่วนของการแย่งชิงเก้าอี้วุฒิสมาชิก นั้นมีมากถึง 36 เก้าอี้ ทั้งจะเป็นส่วนชี้ขาดด้วยซ้ำว่า พรรคเดโมแครตจะยังคงครองเสียงข้างมากในสภาต่อไปหรือไม่ (ขณะนี้เดโมแครตมีสว. 59 ที่นั่งรวมสว.อิสระ 2 คน ส่วนฝ่ายรีพับลิกันมี 41 ที่นั่ง เมื่อรวมที่นั่งของสก็อต บราวน์ด้วยแล้ว)

                ปี่กลองทางการเมืองในอเมริกาเวลานี้จึงเริ่มกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง และจะดังเนื่องไปตลอดถึงปลายปีนี้

    เวลานี้แม้ว่าพรรคเดโมแครตจะครองเสียข้างมากทั้ง 2 สภาก็ตาม แต่การกำหนดและผ่านนโยบายต่างๆของรัฐบาลโอบามาหาใช่เรื่องง่ายไม่

    อย่างเช่น การผ่านกฎหมายนำเงินของรัฐออกมาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจราว 7 แสนล้านดอลลาร์ การผ่านกฎหมายประกันสุขภาพ  เป็นต้น ต้องพบกับแรงเสียดทานจากบรรดา “ทุนรายใหญ่” ซึ่ง ใช้ฐานปรัชญาระบบทุนนิยมเสรีแบบอเมริกันดั้งเดิม ที่เน้นการจำกัดการขยายตัวของรัฐ(บาล) ต้องการคงกลไกการตลาดแบบเสรีเอาไว้ให้มากที่สุด

    ที่ สำคัญโอบามาเองยังไม่ได้ดำเนินการนโยบายหลายอย่างที่เคยสัญญาไว้ในสมัยของ การหาเสียง ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี เช่น การถอนทหารจากอิรัก และอาฟฆานิสถาน ที่ไม่เพียงแต่ไม่ถอนทหารออกเท่านั้น รัฐบาลโอบามา ยังส่งกองกำลังเข้าไปเพิ่มเติมอีก

    ใน เรื่องของความมั่นคงและการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย โอบามาได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยว่า รัฐบาลของเขามีนโยบายที่หละหลวม เน้นหนักที่การเจรจามากเกินไป โดยที่ในเรื่องนี้โอบามาเองพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความมั่นคง อย่างซีไอเอ เอฟบีไอ และกระทรวงความมั่นคงภายใน(Department of  Homeland security) ที่ตกอยู่ในอุ้งมือของคนของพรรครีพับลิกันมาเป็นเวลาช้านาน นับเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย ต่อการดำเนินการเรื่องนี้

    อีกนโยบายที่ยังไม่มีความคืบหน้าเลยนับแต่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี คือ นโยบายเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับต่างด้าว ซึ่งหมายถึงการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายในอเมริกาที่มีจำนวนราว 12 ล้านคนเวลานี้

    โดย เป็นที่รู้กันว่าในภาวะที่เศรษฐกิจของอเมริกาเป็นอย่างนี้ การหยิบยกประเด็นต่างด้าวมาหารือ ย่อมอยู่ในกาลที่ไม่เหมาะสม แม้กระทั่งแรงงานอเมริกันเองยังตกงานอยู่เป็นจำนวนมาก กอปรกับแนวโน้มความเป็นไปของเศรษฐกิจ

    จึงคาดกันว่า นโยบายเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวของโอบามาจะไม่ถูกหยิบยกมาพิจารณา ในช่วงตลอดสมัยการเป็นผู้นำของเขา!

    ด้าน นโยบายต่างประเทศ รัฐบาลโอบามา ยังคงยึดหลักในเรื่องสิทธิมนุษยชน เหมือนรัฐบาลอเมริกันอื่นๆที่ผ่านมา หลายฝ่ายจับตาความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอเมริกา ในเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคง

    การ ขายอาวุธให้ไต้หวัน รวมทั้งการเดินทางมาเยือนอเมริกาอีกครั้งเพื่อพบปะกับนายโอบามาขององค์ ดาไล ลามะ ผู้นำทิเบตพลัดถิ่นในระหว่างวันที่ 17-18 เดือนนี้ ก็อยู่ในความสนใจของชาวโลก โดยเฉพาะผลกระทบของความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับจีน

     นอก เหนือการพูดในประเทศ ตามสถานที่ต่างๆ หลายครั้งของโอบามาที่เกิดความผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างเช่น การพูดเปรียบเทียบและตำหนิคน(เขาน่าจะหมายถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง) ที่ไปเที่ยว ใช้จ่ายในเมืองการพนัน ลาสเวกัส (รัฐเนวาดา) จนกระทั่งได้รับการตอบโต้จากแกนนำสำคัญสุดของพรรคโมแครต อย่างซีเนเตอร์ แฮรี่ รีด(Harry Ried) แห่งเนวาดาที่ถึงกับออกโรงคัดค้านคำพูดของโอบามา รวมทั้งเมเยอร์(คล้ายๆตำแหน่งนายกเทศมนตรี)ของลาสเวกัส นายออสการ์ กู๊ดแมน ได้ออกโรงตอบโต้อย่างรุนแรงเช่นเดียว จนกระทั่งโอบามาต้องออกจดหมายขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

    ก็ในเมื่อลาสเวกัสเป็นเมืองที่มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจมากเป็นอันดับสองของอเมริกาเวลานี้

    นัก วิเคราะห์การเมืองอเมริกันหลายคนให้ความเห็นว่า โอบามาจำเป็นต้องใช้ความประนีประนอมในเรื่องการออกกฎหมายตามนโยบายที่เคย ประกาศไว้มากขึ้น  เพราะหลายนโยบาย ที่แม้กระทั่งสส.และสว.ของพรรคเดโมแครตเองก็ยังไม่เห็นด้วย ที่ผ่านมามีความพยายามอย่างมากจากโอบามาในการทำความเข้าใจและล็อบบี้สมาชิก คองเกรสทั้ง 2 พรรค แต่เขาจะต้องเพิ่มความพยายามมากขึ้นไปอีก

    นั่น คงจะช่วยยับยั้งไม่ให้คะแนนนิยมของโอบามาต้องตกลงไปมากกว่านี้

    โดยเฉพาะในยามที่เพลง “อเมริกันร็อคการเมือง” กำลังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง ก่อนการปูพรมเลือกตั้งใหญ่จังหวะสองทั่วประเทศในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึง....

http://siamrath.co.th/UIFont/ArticleDetail.aspx?acid=5142