Bookmark and Share

กลไกรัฐไทยในอเมริกาที่ต้องบูรณาการ โดย พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ สยามรัฐรายวัน 18 มกราคม 2553 PDF พิมพ์ อีเมล
นานาทัศนะ - ทัศนะจากต่างแดน
เขียนโดย sptthai   

โลกได้ย่างก้าวไปสู่ทศวรรษใหม่ พร้อมด้วยนวัตกรรมจำนวนมากที่เกิดขึ้น แต่คล้ายกับโครงการและนโยบายต่างๆ ที่จำเป็นต้องขับเคลื่อนผ่านหน่วยงานของ“รัฐ”ไทยในอเมริกา ยังไม่ได้เดินหน้าเพื่อรุกให้เห็นผลกันอย่างจริงๆจังๆ  นับแต่หลายหน่วยงานสำคัญๆที่เกี่ยวข้อง ใน 2-3 กระทรวง ที่มีสำนักงานตัวแทนอยู่ในประเทศที่มีประชากรเกินกว่า 300 ล้านคนเข้าไปแล้วในเวลานี้


                ด้วยคนไทยจำนวนมาก แม้ไม่สามารถประเมินตัวเลขอย่างเป็นทางการได้ แต่ก็เชื่อว่า เป็นหลักล้าน ที่อาศัยทำมาหากิน รวมทั้งมีกิจกรรมด้านอื่นๆ อยู่ในอเมริกาเวลานี้

                นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลชุดนี้เดินทางมายังอเมริกา เหมือนๆกับนักการเมืองและข้าราชการจากเมืองไทยจำนวนมากที่เดินทาง “ในทำนอง” เพื่อศึกษาดูงาน


                หน่วยงานหลักอย่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ดูเหมือนจำเป็นต้องขับเคลื่อนอย่างมีพลานุภาพให้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบงานที่สัมพันธ์กับหน่วยงานข้างฝ่ายอเมริกัน ระบบงานกงสุล ที่จำเป็นต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์  ความเป็นไปของโลก

                โดยที่ตอนนี้ ยังเห็นได้ว่าการทำงานของแต่ละหน่วยงานไทยในอเมริกายังขาดเอกภาพ ไม่สอดคล้องประสานกัน

                อย่างที่ผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้ว่า อเมริกา เป็นดินแดนแห่งผลประโยชน์สำหรับคนไทยและเมืองไทย ทั้งในเชิงวิชาการความรู้ เทคโนยีและ ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ


                เอาเฉพาะการส่งรายได้กลับเมืองไทยของแรงงานไทยในอเมริกา เชื่อกันว่า น่าจะมากกว่า การส่งรายได้ในภาคแรงงานที่มาจากประเทศอื่นๆในโลกที่คนไทยไปทำงานอยู่ด้วยซ้ำ  ประเด็นนี้ หาได้มีหน่วยงานใดของทางการไทยทำการวิเคราะห์ในเชิงลึก เพื่อจัดทำนโยบายกันไม่

แม้จนกระทั่งในภาคการเมือง ที่ผ่านมา มีนักการเมืองไทยในกรรมาธิการชุดต่างๆจำนวนมากเดินทางมาศึกษาดูงาน  หรือเคยใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา แต่ก็หามีนักการเมืองคนใด เห็นความสำคัญของแรงงานไทยในอเมริกา


เข้าใจผิดอย่างที่คนไทยในเมืองไทย ส่วนใหญ่เข้าใจผิดกัน คือ เห็นแรงงานไทยในอเมริกา เป็นแรงงานระดับสูง หรือเป็นแรงงานที่มีความรู้ ทั้งที่ในความจริงแล้ว แรงงานไทยอเมริกาส่วนใหญ่เป็นแรงงานพื้นฐาน หรือแค่ปฐมภูมิเท่านั้น ที่สามารถอัพเกรดพาตัวเองไปสู่ขั้น ทุติยภูมิ นั้นมีน้อย

ซึ่งเมื่อมองตรงตามข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะสามารถมองหาแนวทางการแก้ปัญหาหาได้ตรงจุดและถูกวิธีได้

ในประเด็นทางการเมืองนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลพวงจากระบบเสรีข่าวสารผ่านอินเตอร์เน็ต ทำให้กระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนไทยในอเมริกาเป็นไปอย่างกว้างขวางมากขึ้น   ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานการเมืองน่าจะใช้จุดนี้ให้เกิดประโยชน์ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเป็นทาง การหรือจัดให้เป็นไปตามสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองไทย แม้อยู่ในต่างแดนก็ตาม ซึ่งตรงนี้ก็ยังเป็นช่องโหว่อยู่เช่นเดียวกัน

ดังกรณีการเลือกตั้งในต่างประเทศ ที่กำหนดให้ดำเนินการผ่านหน่วยงานสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัคราชทูต และสถานกงสุลประจำเมืองต่างๆ ที่คนไทยอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ปรากฎว่า การทำงานของหน่วยงานเหล่านี้  ระบบข้อมูลยังผิดพลาดอยู่จำนวนมาก ไม่ได้มีการติดตาม ตรวจสอบ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งที่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันนี้เอื้อต่อการติดตาม และสื่อสารกับคนไทยที่กระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ

ขณะเดียวกันน่าผิดหวังที่นักการเมือง และข้าราชการไทยหลายคนที่เคยอาศัยอยู่ในอเมริกา ทำมาหากินหรือเพื่อศึกษา แต่กลับไม่เข้าใจโครงสร้างและความต้องการของชุมชนไทยเอาเลย ประสบการณ์ที่พวกเขาเหล่านี้มีก็นับว่า เปล่าประโยชน์

เมื่อราวกลางเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางมาอเมริกา เพื่อโครงการพัฒธุรกิจสำหรับชุมชนไทย แถลงข่าวกันไปอย่างเอิกเกริก แต่แล้วก็เหมือนไฟไหม้ฟาง กลายเป็น “ทัวร์ คอนเสิร์ต”ไป

ต้องยอมรับเวลานี้อเมริกาเองลดบทบาทการให้ความสำคัญกับประเทศไทยลง ยกเว้น เพียงเรื่องเดียว คือ การละเมิดด้านทรัพย์สินทางปัญญา ที่กระเทือนต่อผลประโยชน์ของคนอเมริกัน โดยที่นักลงทุนอเมริกันกันหันไปลงทุน ในจีน และอินโดนีเซียกันมาก  ขณะที่การเติบโตของตลาดในสองประเทศนี้ มีมูลค่ามหาศาล มากกว่าไทยหลายเท่า

โครงการต่างๆ ที่นายอลงกรณ์แถลงไว้นั้น ไม่ว่าจะเป็น การจัดตั้งสภานักธุรกิจไทย การประชุมเพื่อประเมินผลระหว่างภาครัฐและเอกชนทุกๆ 6 เดือน โครงการให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ และโครงการครัวไทย ครัวโลก ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องหลายรัฐบาล รวมทั้งโครงการไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก ล้วนแต่ตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงภาคเอกชนเท่านั้นที่จัดทำกันเอง

คราวเดียวกันที่รมช.พาณิชย์ เดินทางมายังอเมริกา มีการพูดถึง Business Clinic  หรือการปล่อยสินเชื่อเพื่อนักลงทุนรายใหม่ หรือนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มต้น แต่แล้วก็เหมือนลมพัดใบไม้ไหวเช่นเดียวกัน เพราะแม้แต่โครงการ “ไทยเข้มแข็ง” เองก็ไม่มีการพูดถึงสินเชื่อเพื่อการลงทุนเพื่อธุรกิจในต่างประเทศแต่อย่างใด

เหนือไปจากนี้ ที่โครงการครัวไทย ครัวโลก หว่านเงินผ่านเอกชน บางคน บางกลุ่ม ในอเมริกา แบบได้ไม่คุ้มเสีย  มีการจัดตั้ง “องค์กรตุ๊กตา” แบบสุกเอาเผากิน สมคบกันเพียงหวังเงินงบประมาณจากรัฐไทย แลประดุจดังคณะจำอวดไป

                เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่า ผลจากการที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ที่ผู้นำเข้าสินค้ามายังอเมริกาใช้กลไกการตลาด เป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ หมายถึง มูลค่าของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่ส่งออกของไทยลดลงจากแต่เดิม  เนื่องจากผู้นำเข้าหันไปหาสินค้าจากตลาดจีนและตลาดเวียดนาม ที่ราคาถูกกว่า

เรื่องนี้นับว่าสังเกตได้ไม่ยาก  ตลาดสินค้าเอเชียในขณะนี้ สินค้าจากเวียดนาม และจากจีน ถือครองในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับสินค้าไทย

กลไกด้านราคา ทำให้คู่แข่งเบียดแย่งตลาดสินค้าไปจากไทย นับแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอเมริกา เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา  ตรงนี้ เป็นสิ่งที่หน่วยงานภาครัฐและรัฐบาลเลี่ยงที่จะพูดถึง และ ยังไม่กำหนดเป็น “เชิงนโยบาย” ในการแก้ไขปัญหาร่วมกับภาคเอกชน ทั้งฝั่งเมืองไทยและฝั่งอเมริกา

                อีกองค์กรธุรกิจของคนไทย ที่ผมอยากจะพูดถึง คือ การบินไทยที่เคยบินตรงจากอเมริกา 2 สาย และประสบกับการขาดทุนมายาวนาน คือ เส้นทางบินแต่เดิม กรุงเทพ-นิวยอร์ก และกรุงเทพ-แอล.เอ.  โดยเครื่องแอร์บัส A 340 -500 ซึ่งเพิ่งมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในส่วนของสายการบิน กรุงเทพ-นิวยอร์ค เป็นแวะต่อเครื่องที่สนามบิน ในประเทศต่างๆ  ที่ร่วมอยู่ในพันธมิตรการบินอื่นๆในเครือข่าย

                การแข่งขันของบรรดาธุรกิจสายการบิน ที่บินจากอเมริกานั้นรุนแรงอย่างยิ่ง คิดแบบชาวบ้าน แม้เป็นการบินตรง ประหยัดเวลา (บินตรงใช้เวลาเพียง 16-17 ชั่วโมง ขณะที่หากบินแบบต่อเครื่องใช้เวลาราว 20 ชั่วโมงหรือมากว่านี้) ก็จริง แต่เมื่อเทียบกับราคาสายการบินที่ต้องไปต่อเครื่องแล้ว ราคาตั๋วต่างกัน 300-500 เหรียญ  ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ผู้โดยสาร โดยเฉพาะจากอเมริกาย่อมเลือกสายการบินที่ราคาถูกกว่า โอกาสที่จะทำกำไรของสายการบินไทย บินตรงกรุงเทพมายังอเมริกา จึงมีน้อยมาก

                นอกเหนือไปจาก การที่เมืองไทยไม่ใช่ประเทศที่เป็นฐานหรือศูนย์กลางทางด้านธุรกิจ อย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือจีน อเมริกันส่วนใหญ่เดินทางไปไทยเพื่อการท่องเที่ยว ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันของอเมริกา ที่ยังย่ำแย่ ไม่ฟื้นตัว จึงคาดการณ์ได้เลยว่า ผลประกอบการของการบินไทยสายอเมริกา.- กรุงเทพ ย่อมจะไม่ดีตามไปด้วย เหมือนดังที่เป็นมานานนม

                 ท้ายสุด ก็ยังไม่มีแนวคิดจากฝ่ายวางแผนและนโยบาย ของการบินไทยในการแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้

                แพคเกจไปเมืองไทยเพื่อเล่นกอล์ฟกันเองในระหว่างกลุ่มคนไทยด้วยกัน ฟังแล้วอาจดูโดดเด่น แต่คงยังไม่พอสำหรับการบริหารจัดการธุรกิจระดับชาติดอกกระมัง?